เหมาะสำหรับคนรักสวยรักงามอยากชะลอวัย…ทำไงดี

อยากชะลอวัย…ทำไงดีอยากชะลอวัย...ทำไงดี
เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผัน อายุที่มากขึ้น และการมีริ้วรอยบนใบหน้า เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความแก่ชราของคนเรา
อยากชะลอวัย…ทำไงดี
ถ้าพูดถึงเรื่องแก่เมื่อใด ไม่ค่อยมีใครอยากได้รับคำนี้ ! อันที่จริงแล้ว ความแก่ เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เซลล์ในร่างกายเสื่อมลง ขาดการบำรุงหรือซ่อมแซม ส่งผลให้เนื้อเยื่อค่อยๆ ลดน้อยลง การทำงานของอวัยวะนั้นๆ ก็ค่อยๆ ลดลงตามมา สะท้อนออกมาเป็นความผิดปกติทางร่างกายให้เรารับทราบกันว่า นั่นแหละ ! คือ ความแก่ ความเสื่อม โดยความแก่นั้นเริ่มมีตั้งแต่หลังวัยรุ่น จนกระทั่งเข้าวัย 30 ปี ก็มีความชัดขึ้น ถ้าเราสามารถเติมสารอาหารที่ร่างกายขาดได้เร็วเท่าใด ก็จะทำให้ร่างกายแก่ช้าลง และยืดระยะเวลาให้ดูหนุ่มสาวนานขึ้นเท่านั้น
รูปแบบการใช้ชีวิตที่เพิ่มความแก่ หรือทำให้แก่เร็ว คือ
– พฤติกรรมการทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่เน้นความสะดวก การทานอาหารแปรรูป อาหารรสหวานจัดหรือมีน้ำตาลสูง อาหารมันๆทอดๆ อาหารรสเค็ม และอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เช่น พวกปิ้งย่าง ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายด์ เบอร์เกอร์ ชีส แฮม ไส้กรอก หมูกระทะ ขนมปัง เค้ก น้ำหวาน ขนมหวาน เป็นต้น เนื่องจากอาหารดังกล่าวมีประโยชน์น้อย กลับกันคือมีโทษต่อร่างกายมาก เมื่อทานเข้าไปทำให้ร่างกายเกิดสภาวะเครียด และมีอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น เซลล์เสื่อมไวหรืออาจกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้
– การทานอาหารที่ไม่หลากหลาย เมนูเดิมบ่อยๆ ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะสารที่ช่วยชะลอความแก่ เช่น วิตามินซี, สารพฤกษเคมี ซึ่งพบได้ในผักผลไม้หลากหลายชนิด หรือ โอเมกา-3 พบในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน เป็นต้น
– การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ไขมันในร่างกายจะมากกว่ากล้ามเนื้อ การออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไขมันสะสมมาก อ้วนง่าย เกิดโรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ได้ง่าย
– การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แอลกอฮอล์ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น สะสมนานเข้าเกิดความรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย และแอลกอฮอล์ที่สะสมมานาน สามารถเปลี่ยนรูปเป็นไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride) ทำให้เกิดภาวะไขมันเกาะตับ (Fatty Liver) และตับแข็ง (Cirrhosis) ได้ นอกจากนี้ เมื่อดื่มแอลกอฮอล์มาก ร่างกายมีความจำเป็นต้องอาศัยแร่ธาตุ วิตามิน กรดอะมิโน มาใช้ในการกำจัดความเป็นพิษจากแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารได้ โดยเฉพาะ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 โฟเลท เป็นต้น
– การนอนดึก หรือ พักผ่อนน้อย ก่อให้เกิดความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมนเกรลินและเลปติน (Ghrelin and Leptin) ซึ่งฮอร์โมนเกรลินทำให้รู้สึกหิว ส่วนฮอร์โมนเลปตินทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหารทำให้รู้สึกอิ่ม เมื่อฮอร์โมน 2 ชนิดนี้ทำงานผิดปกติทำให้อ้วนง่าย และการอดนอนบ่อยๆ ทำให้ระดับเมลาโทนิน(Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอน และโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการเสริมสร้างและซ่อมแซมอวัยวะๆ ในร่างกายรวมถึงสมอง มีปริมาณลดน้อยลง ดังนั้น คนที่นอนดึกและนอนน้อยอยู่บ่อยๆ ร่างกายจึงเสื่อมโทรมและแก่ก่อนวัย
– การมีสภาวะเครียดบ่อยๆ เมื่อมีความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามาก ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ซึ่งมีปกติหลั่งมาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง และหากสะสมปริมาณมาก จะทำให้อ้วน น้ำหนักขึ้น ความดันโลหิตก็สูงขึ้น อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันก็ทำงานแย่ลง ป่วยบ่อยขึ้น
– การใช้โทรศัพท์มือถือที่มากเกินไปหรือการติดมือถือ ส่งผลต่อระบบการมองเห็น ทำให้สายตาสั้น เกิดอาการตาแห้ง ตาแดง และปวดตา นอกจากนี้ ระบบกระดูกและข้อก็ได้รับผลกระทบมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กระดูกคอเสื่อม ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ นิ้วล็อก เป็นต้น
จากพฤติกรรมดังกล่าว และปรากฏการณ์ความแก่ ข้างต้น ทำให้เกิดศาสตร์ความรู้ทางการแพทย์ขึ้นมาอีกหนึ่งแขนงมาเสริมการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ศึกษาเกี่ยวกับการป้องกัน การรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน อันนำมาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยเฉพาะการชะลอความแก่ชรา ศาสตร์นั้นคือ Anti-Aging Medicine หรือ เวชศาสตร์ชะลอวัย นั่นเอง โดยหัวใจสำคัญของ Anti-Aging ได้แก่ องค์ความรู้ในเรื่องอนุมูลอิสระและเรื่องการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
อนุมูลอิสระ (Oxidant) คือผลผลิตจากการเผาผลาญหรือปฏิกิริยาการสลายตัวในร่างกาย ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในร่างกายเอง เช่น การเผาผลาญของเซลล์ การสร้างพลังงานในเซลล์ และเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาวะอากาศเป็นพิษ การใช้ยาฆ่าแมลง การทานอาหารทอดน้ำมันท่วม เป็นต้น โดยปกติแล้ว ร่างกายเรารับมือกับอนุมูลอิสระ 2 ทาง คือ อนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง และอีกทาง ได้จากการทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูงเข้าไป เมื่อร่างกายมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระจะมาช่วยกำจัดออกไป แต่ถ้ามีปริมาณอนุมูลอิสระมากเกินไป หรือมีสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอ จะทำให้การทำงานของเซลล์ในร่างกายผิดปกติ ประสิทธิภาพลดลง อ่อนแอ เซลล์เสื่อมและเซลล์ตายลงในที่สุด ส่งผลให้อวัยวะมีความผิดปกติ ระบบการทำงานด้านนั้นๆ ผิดปกติ เกิดโรคตามมา โดยสารต้านอนุมูลอิสระ พบได้ในพืชผัก ผลไม้ เป็นหลัก และพบในพืชผักผลไม้ไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวโพด ลูกเดือย เป็นต้น
การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) เป็นกระบวนการของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เกิดขึ้นได้กับทุกเซลล์ทุกอวัยวะ โดยมีดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ การมีอนุมูลอิสระที่มากเกินไป และความผิดปกติของการสร้างพลังงานในเซลล์เอง ซึ่งมีสาเหตุมาจาก การทานไขมันมากเกินไป ทานหวานจัด ภาวะขาดสารอาหาร/สารที่มีประโยชน์ การติดเชื้อโรคต่างๆ เรื้อรัง การสูบหรือได้รับควันบุหรี่ การอยู่ในที่สิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยมลพิษ และการมีความเครียดสะสม เป็นต้น ซึ่งการรับมือกับการอักเสบของร่างกายนี้ เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆที่ทำให้เกิดการอักเสบดังกล่าวข้างต้น และควรให้ความสำคัญในการทานอาหารที่ช่วยต้านและลดการอักเสบ นั่นก็คือ กรดไขมันจำเป็นโอเมกา-3 ซึ่งพบได้ใน น้ำมันปลา ปลาทะเล เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันคาโนลา เป็นต้น ไม่เพียงแต่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โอเมกา-3 ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ลดโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อม ลดอาการในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ สารอาหารอื่นๆที่ช่วยลดการอักเสบ ได้แก่ วิตามิน C, E และแร่ธาตุสังกะสี เป็นต้น สุดท้ายที่ไม่ควรละเลยคือการฝึกจิตใจให้จัดการกับความเครียด หรือรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้
ความแก่ชรา เป็นเรื่องที่เกิดได้กับทุกคนเป็นปกติ แต่เราสามารถดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ชะลอความแก่ ชะลอโรคได้ โดยการใส่ใจในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นเลือกอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านอักเสบ และลดปัจจัยหรือพฤติกรรมสุขภาพที่ทำให้แก่เร็ว เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การทานอาหารหวานมันเค็มปริมาณมาก การไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น

ขอบคุณที่มา https://www.pptvhd36.com/health-station/Anti-Aging/25